มาตรฐานวิศวกรรมความปลอดภัยและการบริหารจัดการเครื่องดับเพลิง CO2 ในสถานประกอบการ

เครื่องดับเพลิงชนิดคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถือเป็นอุปกรณ์ระงับอัคคีภัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับสถานประกอบการ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ (Data Center) และโรงงานอุตสาหกรรมที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง เนื่องจากคุณสมบัติเด่นที่เป็นสารสะอาด (Clean Agent) ไม่ทิ้งคราบสารเคมีตกค้างหลังการใช้งาน อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาและการปฏิบัติตามกฎหมายสำหรับเครื่องดับเพลิงประเภทนี้ มีความซับซ้อนและแตกต่างจากเครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

ทำไมถังดับเพลิง CO2 จึงไม่มีเกจ์วัดแรงดัน?

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในถังดับเพลิงถูกอัดบรรจุภายใต้แรงดันสูงถึง 800-900 psi จนเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ภายในถังจะเกิดสภาวะ สมดุลระหว่างของเหลวและไอ (Liquid-Vapor Equilibrium) ซึ่งทำให้แรงดันภายในถังคงที่เสมอตามอุณหภูมิห้อง ตราบใดที่ยังมีของเหลวเหลืออยู่แม้เพียงหยดเดียว ด้วยเหตุนี้ การติดตั้งเกจ์วัดแรงดันจึงไม่สามารถบอกปริมาณสารดับเพลิงที่เหลืออยู่ได้ การประเมินปริมาณก๊าซที่แม่นยำจึงต้องใช้วิธี “การชั่งน้ำหนัก” เท่านั้น

กลไกหลักในการดับเพลิงของ CO2 คือการเข้าไปแทนที่ออกซิเจนให้ต่ำกว่าระดับที่ไฟจะติดได้ (ต่ำกว่า 15%) พร้อมกับการลดอุณหภูมิอย่างฉับพลันถึง -78 องศาเซลเซียส เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเพลิงประเภท B (ของเหลวติดไฟ) และประเภท C (อุปกรณ์ไฟฟ้า) แต่มีข้อควรระวังคือ ไม่เหมาะกับเพลิงประเภท A (วัสดุแข็ง) และต้องระวังอันตรายจากการขาดออกซิเจนหากใช้ในพื้นที่อับอากาศ

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ที่เกี่ยวข้อง

การเลือกใช้และบำรุงรักษาถังดับเพลิง CO2 ในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมาตรฐาน 2 ฉบับหลัก ได้แก่:

  • มอก. 881-2567 (มีผลบังคับใช้ 21 พฤษภาคม 2568): มาตรฐานใหม่สำหรับเครื่องดับเพลิงยกหิ้วชนิดคาร์บอนไดออกไซด์ ครอบคลุมถังน้ำหนักรวมไม่เกิน 25 กิโลกรัม กำหนดให้ต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการดับเพลิงประเภท B และ C อย่างเข้มงวด
  • มอก. 358-2565: มาตรฐานว่าด้วยการตรวจสอบและทดสอบภาชนะทนความดันแบบไม่มีตะเข็บ กำหนดให้ตัวถังต้องผ่านการทดสอบความทนทานต่อแรงดัน (Hydrostatic Test) เพื่อยืนยันความแข็งแรงของโครงสร้างโลหะ

ระเบียบวิธีปฏิบัติในการตรวจสอบความพร้อมใช้งาน (Inspection SOP)

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและยืดอายุการใช้งาน สถานประกอบการควรดำเนินการตรวจสอบตามกรอบเวลาดังต่อไปนี้:

  1. การตรวจสอบสภาพภายนอกด้วยสายตา (ทุก 1 เดือน)

ตรวจสอบสลักและซีลนิรภัยว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ คันบีบไม่เป็นสนิม สายฉีดและกระบอกทรงกรวยไม่มีรอยปริแตก รวมถึงตัวถังต้องไม่มีรอยบุบหรือสนิมกัดกร่อนรุนแรง และต้องไม่ตั้งตากแดดหรืออยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง

  1. การประเมินปริมาณก๊าซด้วยการชั่งน้ำหนัก (ทุก 6 เดือน)

นำถังขึ้นชั่งบนเครื่องชั่งดิจิทัลและนำน้ำหนักที่ได้ไปเทียบกับน้ำหนักถังเปล่า (Tare Weight) ที่ตอกประทับไว้บริเวณคอถัง หากน้ำหนักสุทธิของสารเคมีหายไปเกินเกณฑ์มาตรฐาน จะต้องส่งไปอัดบรรจุก๊าซใหม่ทันที

  • วิธีการตรวจสอบ:

    • Hydrostatic Test (การทดสอบด้วยแรงดันน้ำ): เป็นการอัดน้ำเข้าไปในถังเพื่อวัด “ค่าการขยายตัวของภาชนะ” ว่าเมื่อรับแรงดันแล้ว ถังมีการยืดขยายตัวเกินขีดจำกัดที่ปลอดภัยหรือไม่

    • Ultrasonic Test (การทดสอบด้วยคลื่นเสียง): ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการตรวจสอบความหนาของผนังถังและสแกนหารอยร้าวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

  • หน่วยงานที่ทดสอบ: ต้องเป็นหน่วยงานที่ ได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม เท่านั้น ไม่สามารถให้ร้านรับเติมน้ำยาทั่วไปที่ไม่มีใบอนุญาตทำได้

  • ข้อห้ามเด็ดขาด (หากไม่ผ่านเกณฑ์): หากพบว่าถังเสื่อมสภาพ บวม หรือมีรอยร้าว ต้องทำลายทิ้งทันที ห้ามนำไปเชื่อม ดัดแปลง หรือซ่อมแซมเด็ดขาด เพราะแรงดันของก๊าซ CO2 อาจทำให้ถังระเบิดและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

Share:

Facebook
Twitter
Pinterest

ข่าวและบทความอื่นๆ